Posted by: griffinhound | พฤษภาคม 11, 2008

Boeing 747-8

หลายคนคงจะรู้แล้วว่า อุตสาหกรรมเครื่องบินนั้น ก็มีการแข่งขันสูงพอๆ กับรถยนต์เลยล่ะคับ สำหรับรถยนต์นั้นอาจจะมีคู่แข่งในตลาดกันเยอะซักหน่อย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเครื่องบิน ก็มีแค่สองบริษัทเท่านั้นแหละคับ…Boeing กับ Airbus ที่เราคุ้นหูกันดีไง

ย้อนกลับไปประมาณสองสามปีที่แล้ว ทาง Airbus ได้เปิดตัว Airbus A380 (เคยบินมาที่เมืองไทยด้วยนะ) และได้ชื่อว่าเป็นเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดไป ทาง Boeing เลยอยู่เฉยไม่ได้ หลังจากตะลึงกับ Airbus ได้ซักพัก ทาง Boeing ก็สวนกลับด้วยโครงการที่ผมจะพูดถึงนี่แหละคับ

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของเจ้า Boeing 747 กันบ้างแล้ว ซึ่งรุ่นของเจ้า 747 นี้ก็ยังแบ่งได้อีกเป็น 747-300, 747-400 อะไรประมาณนี้ (อย่าอ่านเป็น 447 กับ 347 นะคับ ขอร้องล่ะ) แต่วันนี้เราจะขอนำเสนอรุ่นใหม่ของ Boeing…นั่นคือ 747-8 คับ

ชื่อของเจ้า 747-8 นั้นถูกประกาศขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2005 โดยใช้ 747-400 เป็นต้นแบบในการพัฒนามันขึ้นมา ซึ่งตัวเป็นๆ ของมันนั้นจะรับ maximum take-off weight ได้ถึง 440000 kg เลยกลายเป็นเรื่องบินที่หนักที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาตร์การผลิตเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาเลย

โดยรวมแล้ว 747-8 เกิดมาเพื่อต่อกรกับ Airbus A380 โดยตรงเลยคับ ด้วยขนาดที่ใหญ่มหึมา มีการออกแบบตัวถังใหม่หมดจด ได้รับการออกแบบห้องเครื่องยนต์ให้เงียบกว่าเดิม นอกจากนั้นยังใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ 787 ที่ผลิตโดยยักษ์ใหญ่อย่าง GE ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม และที่สำคัญนั้นคือประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม เรียกว่าเข้ากับยุคโลกร้อนอย่างแรงเลย

747-8 ถูกแบ่งได้เป็นรุ่นย่อยๆ สองรุ่นคือ 747-8 Freighter (747-8F)ที่มีพิสัยการบินจำกัดถึง 8275 km ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้า 747-8F จะถูกใช้ขนส่งสินค้ามากกว่า ทำให้ขีดจำกัดการบินของมันขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่มันบรรทุกมาซะมากกว่า นอกจากนั้น 747-8F ยังจุของได้มากกว่ารุ่นเก่าอย่าง 747-400ERF ซะอีก

อีกรุ่นหนึ่งคือ 747-8 Intercontinental หรือ 747-8I ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องบินโดยสารโดยเฉพาะ ด้วยความจุผู้โดยสารถึง 467 คน (รวมทั้ง 3 class) และระยะบินได้ไกลสุดถึง 14816 km โดยใช้ความเร็วประมาณ 0.855 Mach เหมาะสำหรับเที่ยวบินไกลๆ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องหรือว่าแวะที่สนามบินกลางทางเลยอย่างเที่ยวบินจาก Hong Kong – New York

ถ้าลองแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า รึว่ามีโอกาสไปที่สนามบิน อย่าหาเจ้า 747-8 ให้ยากเลยคับ เพราะปัจจุบันยังไม่มีออกมาให้บริการแม้แต่ลำเดียว ซึ่งเค้าคาดการณ์กันว่า 747-8F นั้นจะได้โลดแล่นในเวหาไม่เกินปี 2009 ส่วน 747-8I คงต้องรอถึงปี 2010 กันแหละคับ

สำหรับในแง่ของการแข่งขันทางด้านธุรกิจระหว่าง Boeing กับ Airbus นั้น หลังจากที่ Airbus ปล่อยหมัดเด็ดอย่าง A380 ออกมาในตอนนั้นก็ทำให้ Boeing เจ็บไปเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า 747-8 หมัดสวนกลับของ Boeing ก็ทำเอาคู่แข่งชะงักไปเลย…

ในเดือนตุลาคม 2006 โครงการของ A380 ดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนด ทำให้ FedEX, UPS รวมทั้งผู้ประกอบการบางส่วนยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องบิน Airbus A380-800 แล้วหันมาจองน้องใหม่อย่าง 747-8 แทน

Airbus นั้นก็ยังพอยิ้มออกเพราะไม่มีการยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องบินโดยสารจากสายการบินใดๆ แต่ก็เริ่มยิ้มเฝื่อนๆ บ้างแล้ว เพราะว่า Lufthansa สายการบินชื่อดังแห่งหนึ่งในโลก ได้สั่งซื้อเจ้า 747-8I เป็นสายการบินแรกไปเรียบร้อยแล้ว และดูเหมือนว่าเจ้านกยักษ์จอมประหยัดจะได้รับการตอบรับที่ดีจากสายการบินอื่นๆ ด้วย…การบินไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นคับ

ส่วนราคาค่าตัวของ 747-8 นั้น ถ้าเป็น 747-8F จะอยู่ที่ประมาณ 294-297 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 747-8I อยู่ที่ประมาณ 285.5-300 ล้านเหรียญสหรัฐ…เป็นเงินไทยเท่าไหร่ก็คิดเอาเองกันนะคับ

Posted by: griffinhound | พฤษภาคม 10, 2008

In The Still Of The Night

วันนี้หยิบเพลงอมตะอย่าง In The Still Of The Night มาฝากกันคับ และที่เห็นอยู่นี่เป็น 2 เวอร์ชั่นที่ต้องบอกว่า…ไม่ใช่เวอร์ชั่นของแท้ดั้งเดิมทั้งคู่เลย จริงๆ แล้วเพลงนี้เกิดขึ้นในปี 1956 ขับร้องโดยวง Five Satins คับ

ส่วนในวีดีโอแรกนั้น เป็น a capella version ของวงดังอย่าง Boyz II Men จับมา cover กันใหม่และวางแผงในปี 1992 และทะยานขึ้นอันดับที่ 3 ของ US billboard ได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าเพลง In The Still Of The Night นั้นจะไม่ได้ขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในชาร์ตทั้งหลายแหล่ แต่ก็ได้รับยกย่องให้เป็นเพลงรักอมตะเพลงหนึ่งไปแล้ว

วีดีโอที่สองเป็น In The Still Of The Night แบบฉบับเอเชียคับ ไม่ใช่เนื้อเพลงเป็นภาษาในเอเชียหรอก แต่คนที่ร้องตะหากที่เป็นเอเชียน่ะ สำหรับเวอร์ชั่นนี้ไม่ได้ออกขายคับ แค่โชว์เฉยๆ โดยวง a capella ชื่อคุ้นหูคนไทยอย่างดีอย่าง TVXQ หรือ Dong Bang Shin Ki นั่นแหละคับ

เพลงในแนว a capella นั้น อาจจะไม่ใช่เพลงที่ฟังแล้วติดหู รึว่าเป็นที่นิยมซักเท่าไรนัก แต่ลักษณะเด่นก็คือการไม่ใช้เครื่องดนตรีคับ อาจจะไม่หนักแน่นเหมือนเพลงป๊อบทั่วไป…แต่ผมว่ามันโรแมนติกดีออก

อ้อ เกือบลืม เนื้อเพลงข้างล่างคับ

In the still of the night
I held you, held you tight
Oh I love, love you so
Promise I’ll never let you go
In the still of the night
(In the still of the night)

I remember (I remember) that night in May
that the stars (I remeber) were bright up above
I’ll hope and I’ll pray
To keep your precious love

So before the light
Hold me again
With all of your might
In the still of the night
(In the still of the night)

So before the light
Hold me again with all of your might
(In the still of the night)
In the still of the night

Posted by: griffinhound | พฤษภาคม 10, 2008

ผิดทิศ…ผิดทาง

ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องซื้อนิตยสารรถยนต์ทุกเดือน และเล่มโปรดของผมก็คือ “Autocar” คับ ที่อ่านนี่เป็นฉบับแปลนะ เพราะฉบับจริงเค้าออกทุกสัปดาห์ ไม่มีตังค์ซื้อน่ะ

แต่ยกเว้นเดือนนี้ ที่ผมต้องซื้อนิตยสารรถเดือนเดียวถึงสามเล่ม เพราะว่าผมไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ เลย แล้วไอ้เจ้าร้านหนังสือขาประจำที่นครปฐมดันไม่ได้สั่ง Autocar มาอีก

ปกติแล้วถ้าผมหาหนังสือ Autocar ไม่ได้ ผมจะมีทางเลือกแรกคือหนังสือ CAR Magazine หนังสือแปลจากอังกฤษเหมือนกัน แต่คนละค่ายคับ ซึ่งเดือนนี้ผมก็ซื้อไปเป็นทางเลือกเรียบร้อยแล้ว จริงๆ แล้วหนังสือก็น่าอ่านดีนะ แต่ว่าเนื้อหาน้อยไปหน่อย หนักไปทางเรื่องอื่นมากไปด้วยอ่ะ (ที่ซื้อเพราะหน้าปกเป็น GT-R R35 กับ Audi R8 ด้วยแหละ) ไม่เหมือน Autocar ที่เป็นรถล้วนๆ

ผมยังไม่ละความพยายาม…ตอนไปตราดก็เข้าร้านหนังสือ (เลือกร้านซีเอ็ดด้วย เพราะหวังว่ามันจะมี) แล้วก็ได้นิตยสารชื่อ “ป้ายแดง” ของไทยแท้ๆ แต่โคตรแพงเลย เล่มละ 150 แน่ะ ปรากฏว่าเล่มนี้ไม่ผ่านอย่างแรงคับ (ตามความเห็นผมนะ) แต่กระดาษดีมาก…ไม่เกี่ยวกะเนื้อหาอยู่ดีล่ะนะ

ยังไม่พอคับ เมื่อวานนี้ก็ถอยหนังสือชื่อ “TopGear” หนังสือแปลอีกเช่นเคยคับ แล้วก็ไปสะดุดกับคอลัมน์หนึ่งเข้า ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทคโนโลยีรถเลย….

เฮ่อ กว่าจะเข้าเรื่อง….เอาเป็นว่ามาถึงเนื้อเรื่องล่ะกันล่ะนะ วันนี้เอาเรื่องมาฝากคนที่เคยใช้รถกันนะคับ ทั้งคนขับและคนนั่งแหละ เรื่องนี้รวบรวมมาจากบางประเทศที่มีคนขับรถโดยละเลยสิ่งรอบตัวไป ก็เลยเกิดเหตุแปลกๆ แบบนี้แหละคับ

ไอร์แลนด์ – จีน คอนเนอร์ เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันคับ เค้าหลงทางเพราะเลี้ยวรถผิดที่ ก็เลยตัดสินใจตัดสินใจถามทางกับหญิงคนหนึ่ง ปรากฏว่าสามีของเธอเป็นพี่ชายฝาแฝดของเค้า ซึ่งเค้าไม่เคยรู้จักมาก่อน

อังกฤษ – สภาเขตเชสเชอร์ยอมจัดตั้งเครื่องหมายจราจรเป็นภาษาโปแลนด์เป็นครั้งแรกเพื่อลดจำนวนคาราวานรถที่วิ่งผิดเส้นทางเป็นประจำ นั่นก็เพราะว่าคนขับส่วนใหญ่เป็นชาวโปแลนด์นั่นเอง เรียกว่าหลงกันจนเป็นเรื่องระดับชาติเลยนะเนี่ย

นอร์เวย์ – รายงานการวิจัยจากเมืองออสโลว์เผยว่า 27 เปอร์เซนต์ของผู้ขับขี่หญิงที่ไม่สามารถแยกแยะซ้ายขวาได้ภายใน 4 วินาทีจะใช้น้ำมันเปลืองกว่าปกติ 3 เปอร์เซนต์

มาเลเซีย – หลังจากหนีการไล่ล่าจากตำรวจในข้อหาลักทรัพย์ นายอันวาร์แห่งกัวลาลัมเปอร์ก็ไปโผล่ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดินของสถานีตำรวจ เพราะคิดว่าที่นั่นคือร้านแมคโดนัลด์

อเมริกา – บรรดาสิงห์เมาแล้วขับพากันซิ่งรถฝ่าป้าย “ห้ามเข้า” ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองเบรซวอลล์ รัฐอิลลินอยส์ เพราะเชื่อว่ายามที่อยู่ข้างหน้าคือพนักงานเก็บค่าทางด่วน

อังกฤษ – รถบรรทุกคอนเทนเนอร์วิ่งไปตามระบบนำทางดาวเทียมที่ผิดพลาดจนรถวิ่งหลงออกจากถนน A397 ไปตามทางชนบทแคบๆ ในเมืองพลีมัท (ลองนึกภาพตามคับ) และต้องวนอยู่ในนั้นถึงสามวัน ทำให้ผู้ขับขี่ชาวเชคคนนั้นต้องนอนในรถทุกคืน และรับอาหาร 3 มื้อจากคนในบ้านที่เค้าขับรถไปขวางทางเข้าบ้าน ก่อนที่ทีมกู้ภัยจะมาย้ายรถของเค้าออกไป

นอร์เวย์ – ในเมืองโบโด ชายคนหนึ่งวัย 80 เลี้ยวรถผิดและขับรถผ่านประตูเข้าไปในสนามบินโบโด ผ่านโซนโรงเก็บเครื่องบิน แต่ไปต่อได้อีกนิดหน่อยก็ต้องหยุดกึกทันทีเพราะรู้ตัวว่าอยู่กลางรันเวย์ และเครื่องบินลำหนึ่งพร้อมผู้โดยสาร 27 คนก็กำลังมุ่งหน้ามาทางรถ VW ของเค้าด้วยความเร็ว 200 กม/ชม แล้วทะยานขึ้นฟ้าเพียงไม่กี่เมตรก่อนที่จะถึงรถของเค้า

โปรตุเกส – ข้าราชการบำนาญคนหนึ่งเกิดขับรถหลงเข้าไปในชุมทางรถไฟใต้ดินในเมืองโอปอร์โต้ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของโปรตุเกส โดยขับผ่านเข้าไปทางอุโมงค์ทางออกฉุกเฉินซึ่งเขียนป้ายไว้ว่า “ห้ามเข้า” เค้ายังขับไปตามรางรถไฟไกลกว่า 1 กม ก่อนที่จะลงมาจากรถแล้วพูดกับเจ้าหน้าที่ว่า “ผมเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าที่โอปอร์โต้มีชุมทางรถไฟแล้ว”

มาเลเซีย – ในรัฐเกดะห์ ชายแก่คนหนึ่งวัย 80 ปี บังเอิญเลี้ยวรถไปอยู่บนเลนสวนทางบนทางด่วน แล้วยังขับต่อไปอีก 30 กม เพราะคิดว่าบรรดารถที่ขับสวนมาพร้อมกับบีบแตรและเปิดไฟหน้าใส่รถของเค้านั้นบังเอิญเลี้ยวรถมาผิดทางพร้อมๆ กัน…เจออย่างนี้ตำรวจเลยต้องยอมรับเลยคับว่าเค้าทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

คงเห็นเรื่องแปลกๆ กับการเลี้ยวรถผิดที่ผิดทางกันแล้ว…หวังว่าจะช่วยเตือนให้ผู้ใช้รถนั้นนึกถึงความรอบคอบด้วยล่ะกัน เพราะเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นกับคุณจากความไม่รอบคอบ…อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป…

อ้อ ขอบคุณนิตยสาร TopGear เล่มที่ 32 เดือนเมษายน 2551 ด้วยคับ สำหรับเรื่องแปลกๆ แบบนี้

ปล. จนป่านนี้ผมก็ยังไม่ได้อ่าน Autocar…ซิกๆๆ

« Newer Posts - Older Posts »

หมวดหมู่