Posted by: griffinhound | มิถุนายน 10, 2008

The Formula Story : We run by V…

คราวที่แล้วผมทิ้งท้ายตัวเลข 19000 เอาไว้ หลายคนคงสงสัยว่า F1 เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเลขจำนวนนี้…รถแรง 19000 แรงม้าหรอ??อันนั้นก้อคงไม่ใช่รถแล้วล่ะคับพี่น้อง…คนดู F1 ทั้งฤดูกาล 19000 คน??ไม่ใช่อยู่ดีคับ เอาเป็นว่าอ่านย่อหน้าต่อไปเลยดีกว่ามั้ย…

หลังจากคราวที่แล้วผมพูดถึงสนามแข่งทั้ง 18 สนามไปแล้ว ขึ้นชื่อว่าการแข่งขัน ย่อมต้องมีกฎกติกาเป็นธรรมดา กฏของ F1 มีรายละเอียดเยอะมาก เพื่อให้ครอบคลุมการแข่งขัน ทำให้ดูแลการแข่งขันได้สะดวกยิ่งขึ้น จริงๆ แล้วกฎของ F1 จะแยกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ sport regulations หรือกฎที่ใช้เวลาแข่งกันในสนาม กับ technical regulations ซึ่งว่ากันในเรื่องของตัวรถแข่งคับ

วันนี้เราจะมาดูใน technical regulations ที่กล่าวถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของรถกันก่อน นั่นคือเครื่องยนต์คับ ผมจะเลือกเอาเฉพาะข้อที่น่าสนใจมาล่ะกัน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจยากพอสมควรเลยล่ะ ถ้าใครสนใจ ก็จะทิ้งลิงก์ให้ตอนท้ายล่ะกันนะคับ

- เครื่องยนต์ของรถ F1 ต้องเป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ…เอ่อ อย่าจินตนาการภาพว่า รถ F1 มีเสียงเครื่องดังโป๊งชึ่งสี่ครั้งนะคับ สี่จังหวะในที่นี้คือจังหวะดูด อัด จุดระเบิด แล้วคายคับ อันนี้คือการทำงานของลูกสูบใน 1 รอบนั่นเอง ถ้าลูกสูบทำครบวงจร 1 รอบแล้วเสียงเครื่องดังตะลึ่งตึ่งโป๊ะ อันนี้ก็เป็น 4 จังหวะที่น่ารักไปอีกแบบ ผ่านกฎข้อนี้สบายคับ แต่มันคงไม่มีหรอก

- ความจุของกระบอกสูบจะต้องไม่เกิน 2400 cc…ถามว่าเครื่อง 2400 cc ใหญ่มั้ย คำตอบคือเล็กมากคับ ถ้าเทียบกับซุเปอร์คาร์ที่วิ่งกันเกลื่อนถนน อันนั้นบางคันอาจสูงถึง 6000 cc เลยล่ะ แต่ใน F1 นั้นแค่ 2400 cc ก็พอคับ

- รอบเครื่องยนต์สูงสุดต้องไม่เกิน 19000 rpm…อ่ะ ในที่สุดตัวเลขที่กล่าวถึงก็โผล่มาแล้ว รถยนต์ที่ขับกันทั่วไปนั้นส่วนมากเครื่องยนต์จะทำงานได้สูงสุดไม่ถึงระดับนี้หรอกคับ ถ้าพูดถึงโร๊ดคาร์ทั่วไปที่ใช้รอบเครื่องยนต์สูงก็ต้องตระกูล M จาก BMW แต่นั่นก็ยังแค่ 8400 rpm เท่านั้น สิ่งที่ตามมากับรอบเครื่องยนต์ที่สูงเกือบสองหมื่นนี้ นอกจากกำลังอันและแรงบิดมหาศาลแล้ว ยังจะได้เสียงเครื่องยนต์ที่ดังสะบั้นหั่นแหลกมาเป็นของแถมด้วย

- ระบบ suoercharge ถูกห้ามในการแข่งขัน เพราะฉะนั้น ลืมเรื่องเครื่องยนต์เทอร์โบ supercharge ไปได้เลย เราจะไม่เห็นเครื่องแบบนี้ใน F1 แน่นอน

- เครื่องยนต์ถูกบังคับให้เป็นเครื่องยนต์ชนิด V8 เท่านั้น และทาง FIA กำหนดละเอียดถึงขั้นที่ว่า หน้าตัดของกระบอกสูบต้องเป็นวงกลม และมุมของตัว V นั้นต้อง 90 องศาไม่ขาดไม่เกิน

- กำหนดให้มีวาล์ว 4 วาล์วต่อหนึ่งกระบอกสูบ ซึ่งเป็นวาล์วไอดีและไอเสียอย่างละ 2 วาล์ว…อันนี้เหมือนโร๊ดคาร์ทั่วไปคับ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่า “4 สูบ 16 วาล์ว” ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

- ขนาดของกระบอกสูบยังโดนกำหนดซะละเอียดคับ ว่าเส้นผ่านศูนย์กลางห้ามเกิน 98 mm ช่วงชักต้อง 106.5 mm (อันนี้แอบหยวนๆ ให้หน่อยว่าบวกลบไม่เกิน 0.2 mm)

- น้ำหนักเครื่องยนต์นั้นต้องไม่ต่ำกว่า 95 kg เพื่อความเท่าเทียมในการคุมน้ำหนักรถคับ จริงๆ แล้ว FIA ละเอียดแม้กระทั่งน้ำหนักของชิ้นส่วนตัวรถเลย แต่เอาไว้พูดวันหลังนะคับ นอกจากจะละเอียดเรื่องน้ำหนักแล้ว ยังละเอียดในเรื่องที่ตั้งและจุด center of gravity อีกตะหาก

กฏของ FIA นั้นละเอียดมากคับ เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่และลดความได้เปรียบกันระหว่างทีม จึงได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันโดยใช้ฝีมือล้วนๆ

แต่ถ้า FIA มาจัดการแข่งขันในไทย ผมว่าเค้าคงปวดหัวหน่อยแหละ เพราะคนไทยชอบ “แหกกฎ”

Posted by: griffinhound | พฤษภาคม 27, 2008

มองราคาน้ำมันโลก…แบบทั่วโลก

อาจจะแปลกใจที่ทำไมไม่ค่อยเห็นผมอัพในหมวด Biz บ้างเลย นั่นก็เพราะว่าอัพแล้วช้ำใจเปล่าๆ คับ ข้าวของแพงได้อีก น้ำมันก็ขึ้นได้อีก ทีน้ำหนักเราไม่เห็นขึ้น คิดแล้วเหนื่อยคับพี่น้อง

หลายคนก็สุดจะทนกับไอ้ราคาน้ำมันที่ทำสถิติใหม่ได้ทุกวี่ทุกวัน เลยเริ่มหันมาประหยัดพลังงาน ไม่ใช้รถ…หันมาขึ้นรถเมล์ ดันเจอช่วงรถเมล์ขึ้นราคาอีก ถ้าตอนนี้ผมไปเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า เมื่อตอนผมเพิ่งเรียนมัธยม ค่ารถเมล์ยัง 3 บาท 50 สตางค์อยู่เลย ผมว่าเด็กมันคงไม่เชื่อกันแล้วล่ะ

เห็นราคาน้ำมันในไทยที่ปาเข้าไปจะ 40 บาทต่อลิตรเนี่ย อย่าเพิ่งคิดนะคับว่าเราใช้น้ำมันแพงกว่าชาวบ้านเค้า … แน่ะ แล้วก็ไม่ต้องแอบคิดอีกว่าน้ำมันเราถูกกว่าที่อื่น จะได้แอบจ้วงเอาไปขายทำกำไรซะล่ะ

ที่สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ได้ชื่อว่าผลาญน้ำมันเยอะที่สุดในโลก (ก็เลยได้ตำแหน่งทำให้โลกร้อนมากที่สุดพ่วงมาด้วยอีกรางวัล) ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกที่นู่นเค้าขายกันแกลลอนละ 4 เหรียญกว่าๆ ถ้ามาคิดเปรียบเทียบกับไทยก็ตกประมาณ 33 บาทต่อลิตร เห็นของเค้าราคาถูกกว่าไทยก็ใช่ว่าจะดีนะคับ เพราะไอ้ราคา 33 บาทเนี่ย ก็เป็นราคาที่ปรับขึ้นมาจากเมื่อก่อนเป็นเท่าตัวเลย

ข้ามมาดูที่ฝั่งยุโรปกันบ้าง ภูมิภาคยุโรปที่ได้ชื่อว่าเศรษฐกิจมั่นคงแห่งหนึ่งในโลก แต่ใช้น้ำมันราคาโคตรแพงเลยคับ ราคาเบนซินที่อังกฤษกับที่เยอรมันน้นอยู่ที่ลิตรละ 65 บาท ในขณะที่นอร์เวย์…ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันพอสมควร แต่ประชาชนต้องซื้อน้ำมันเบนซินในราคาลิตรละ 74 บาท!!!

ข้ามมาดูแถวๆ บ้านเรากันมั่ง ประชาชนในชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นชอบข้ามไปเติมน้ำมันที่มาเลเซียกันบ่อยครั้ง นั่นก็เพราะว่าราคาน้ำมันเบนซินของเค้าแค่ลิตรละ 19 บาทเท่านั้นเอง ส่วนที่ฮ่องกงนั้นตรงกันข้ามเลย น้ำมันเบนซินที่ฮ่องกงขายกันลิตรละประมาณ 64 บาท ในขณะที่เกาหลีใต้ซื้อขายกันลิตรละ 60 บาท

อ่ะ…สงสัยล่ะสิว่า ทำไมประเทศที่มีฐานะมั่นคงทั้งหลาย ทั้งในยุโรป เกาหลีใต้ และฮ่องกง ถึงได้ตั้งราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินแพงขนาดนั้น ว่ากันว่าสาเหตุสำคัญก็คือเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของพลังงาน และส่งเสริมให้ใช้ระบบขนส่งมวลชน ซึ่งตรงจุดนี้ผมว่าคนไทยตระหนักดีอยู่แล้วล่ะ แต่ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีมารองรับแค่นั้นเอง

และต่อไปนี้…คือสิ่งที่หลายคนแทบไม่อยากจะเชื่อแน่นอน

ในประเทศที่แห้งแล้ง มีแต่ทะเลทราย แต่ผู้คนในประเทศแทบจะเป็นเศรษฐีกันทั่วบ้านทั่วเมือง…ผมกำลังพูดถึงซาอุดิอารเบียคับ ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ประชาชนก็โคตรจะรวยอยู่แล้ว ก็เลยใช้น้ำมันให้ราคาสมฐานะกันหน่อย ราคาน้ำมันเบนซินที่ซาอุฯ เลยอยู่ที่ลิตรละ 3 บาท

ผมไม่ได้พิมพ์ผิดคับ!!! 3 บาทถ้วนๆ เลย เช่นเดียวกับอิหร่าน ที่มีกำลังผลิตน้ำมันอันดับต้นๆ ของโลก ขาย 3 บาทเท่ากันไม่ขาดไม่เกิน

สามบาทที่ว่าถูกแล้ว ที่เวเนซูเอล่า ประเทศที่ติดอันดับ top 10 ที่ส่งออกน้ำมันมากที่สุด ที่นั่นจะให้เติมน้ำมันรถเก๋งให้เต็มถังยังไงราคาก็ไม่ถึงหนึ่งร้อยคับ เพราะเค้าขายเบนซินกันลิตรละ 0.96 บาท

ยังยืนยันคับว่าไม่ได้พิมพ์ผิด!!! น้ำมันราคาลิตรละ 96 สตางค์ คงพิลึกดีนะเวลาที่ขับรถเข้าปั๊มแล้วบอกเด็กปั๊มว่า “น้องๆ เติมเบนซินให้พี่ซัก 10 บาทดิ”

ผมก็เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าประเทศที่เค้ามีน้ำมันใช้กันเหลือเฟือขายปลีกน้ำมันถูกกว่าน้ำเปล่าอีก และก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ว่า บางประเทศใช้น้ำมันโคตรจะถูก แต่ทำไมราคาน้ำมันโลกมันแพงเอ๊า..แพงเอา

อยากใช้น้ำมันลิตรละ 96 สตางค์แบบเค้าบ้างล่ะสิ…อย่าไปคิดให้เสียเวลาเลยคับ แต่ละประเทศก็มีของดีไม่เหมือนกัน เค้าอาจจะมีทรัพยากรหายากของโลก แต่เราก็มีทรัพยากรอื่นที่เค้าไม่มีเช่นกัน

ถ้าเค้ามาขอซื้อน้ำเปล่าที่ประเทศเราเมื่อไหร่ จะขายให้บาร์เรลละ 130 ดอลลาร์เลย คอยดูสิ เหอๆๆๆๆ

Posted by: griffinhound | พฤษภาคม 27, 2008

The Formula Story : 3214 Miles to go…

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะจัดบทความนี้ไว้ในหมวดไหน เพราะเป็นเรื่องกีฬา…ก็ควรจะอยู่ในเรื่องทั่วไป แต่ก็ไม่พ้นมีเรื่องรถมาเกี่ยวข้องจนได้ จะไม่เอาเข้าหมวดก็ยังไงอยู่ สุดท้ายก็เลยเอาเข้ามันหมดเลยอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ

หลายคนพอจะทราบกันแล้วว่ากีฬาที่เกี่ยวข้องกับรถนั้นมีหลายรายการมาก ถ้าพูดถึงแรลลี่…ลิสบอน-ดาการ์แรลลี่คงเป็นชื่อแรกที่คนนึกขึ้นในหัวเลยล่ะ ถ้าพูดถึงมอเตอร์ไซค์…หนีไม่พ้น Moto GP แน่นอน แล้วถ้าพูดถึงการแข่งรถยนต์ทางเรียบที่เร็ว แรง และมันส์พะยะค่ะที่สุดล่ะ…ผมกำลังจะพูดถึง Formula One คับ

F1 เป็นรายการที่อาจจะไม่เก่าแก่ แต่ก็เป็นรายการหนึ่งที่ถือว่ามีผู้คนติดตามมาตลอด เพราะนอกจากจะเป็นการดวลกันตัวต่อตัวของนักขับแล้ว ยังเป็นการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีของผู้สร้างด้วย รวมทั้งการวางแผนกลยุทธ์ในการแข่งขัน ที่เป็นสีสันอีกอย่างหนึ่งในการแข่งขันด้วย

F1 ในปีนี้ได้เปิดฤดูกาลไปแล้วตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม จนถึงวันที่เขียนเรื่องนี้ก็ผ่านไป 6 สนามแล้ว ปีนี้ต้องถือว่าเป็นปีที่น่าติดตามมากๆ เพราะเป็นการแข่งขันแบบไร้แต้มต่อระหว่าง Ferrari กับ McLaren หลังจากที่ปีที่แล้ว McLaren เสียค่าโง่อย่างแรง ถูกตัดสิทธิ์การชิงแชมป์ประเภทผู้สร้างทั้งๆ ที่มีคะแนนนำมาตลอด ต้นเหตุก็เพราะเจ้าหน้าที่ของ McLaren ดันไปครอบครองเอกสารลับของ Ferrari ทำให้คดีถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล นอกจากนั้นยังชวดแชมป์ประเภทนักขับในสนามสุดท้ายอย่างน่าเสียดาย เพราะนักแข่งทั้งสองคนในทีมไม่กินเส้นกันเอง ปีนี้ McLaren เก็บความแค้นมาเต็มที่เพื่อประมือกับ Ferrari ที่พัฒนาขึ้นไปอีกก้าวแล้ว จะสนุกแค่ไหนต้องติดตามคับ

เรื่องของ F1 นั้นมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ แต่เรื่องที่ผมหยิบมาเสนอก่อนในวันนี้คือเรื่องของสนามแข่งคับ การแข่งขัน F1 หนึ่งฤดูกาลจะเริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม แล้วไปสิ้นสุดในต้นเดือนพฤศจิกายน ใช้สนามทั้งหมด 18 สนาม รวมระยะทางทั้งสิ้นก็ 3214 ไมล์คับ ไปรู้จักกับทุกสนามเลยดีกว่า (คลิ๊กที่รูปเพื่อดูรูปขนาดใหญ่กว่านี้ได้คับ)

ในปี 2008 การแข่งขัน F1 สนามแรกเริ่มต้นที่ Melbourne, Australia คับ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนได้ใจ และน่าจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดพอสมควรเนื่องจากทุกทีมก็อยากจะประเดิมสนามให้มันสวยหรูกันหน่อยล่ะ

หลังจากนั้นก็จะมาแข่งกันที่ Sepang ในมาเลเซีย ที่นี่อุณหภูมิสูงมากๆ คับ (ใกล้เคียงกับที่ไทยเลยแหละ…อาจจะสูงกว่าซะด้วยซ้ำ) ถ้าดูรูปแบบสนามดีๆ จะเห็นว่าสนามนี้ประกอบด้วยทางตรงและโค้งตัว s เป็นส่วนใหญ่

สนามที่ 3 ที่บาห์เรน แข่งกันกลางทะเลทราย…ทำให้หลายทีมประสบปัญหากับอากาศมากเลย นอกจากนั้นสนามนี้ยังมีโค้งความเร็วช้าจำนวนมากอยู่เหมือนกัน ทำให้หลายทีมต้องละเอียดกับการใช้ยางมากเป็นพิเศษคับ

สนามต่อไปข้ามกลับมาแข่งที่ยุโรปกันบ้าง สนามนี้จะเว้นระยะเวลาห่างจากสนามแรกประมาณเกือบสามสัปดาห์ ทำให้ทุกทีมได้ปรับแต่งรถกันเต็มที่ ว่ากันว่าผลจากสนามนี้เป็นตัวบ่งชี้ผลงานที่เหลือในฤดูกาลได้เลย

สนามที่ 5 แข่งที่ Istunbul, Turkey โค้งปราบเซียนของที่นี่คือโค้งหมายเลข 8 คับ นอกจากนั้นสนามนี้ยังเป็นครั้งแรกในฤดูกาลที่วิ่งทวนเข็มนาฬิกา เหมาะสำหรับคนถนัดขับพวงมาลัยซ้าย

สนามที่ 6 ต้องบอกว่เป็นสนามที่ผมชอบมากๆ และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ดูการแข่งขัน นี่คือสนามที่มีวิวข้างทางสวยที่สุด เพราะมันคือการปิดถนนในเมืองสุดไฮโซอย่าง Monte’ Carlo เพื่อแข่งรถโดยเฉพาะ ทางแข่งค่อนข้างแคบ จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นรถปีนขอบถนนกันบ่อยครั้ง

สนามที่ 7 ข้ามไปแข่งที่แคนาดา เป็นสนามลงเนินแห่งแรกของฤดูกาล แม้จะไม่ชันมากนักแต่ก็ต้องใช้เบรกช่วยตลอดเวลา

สนามที่ 8 ที่ฝรั่งเศส ที่นี่ถือเป็นสนามเหย้าของทีม Renault ทำให้ทีมกดดันพอสมควร ที่น่าสนใจก็คือ Fernando Alonso นักขับมือหนึ่งของทีมนั้นไม่เคยได้แชมป์ที่นี่เลย

สนามที่ 9 เป็นสนามที่หลายๆ คนคุ้นกันดี นั่นคือสนาม Silverstone เป็นสนามที่ใช้ความเร็วสูงกันได้เต็มที่ จึงเหมาะสำหรับรถที่มีความมั่นคงสูงอย่าง Ferrari กับ McLaren

สนามที่ 10 แข่งที่เยอรมัน ที่น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือเจ้าภาพเลือกที่จะใช้สนาม Hockenheim แทนที่จะเป็นสนามชื่อดังอย่าง Nurburgring ทำให้การแข่งไม่ตื่นเต้นมากนัก

สนามที่ 11 ที่ฮังการี เปรียบได้เหมือนกับโมนาโกที่ไม่มีกำแพงยางมาเกะกะ โค้งคดเคี้ยวก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นความสุดยอด

สนามที่ 12 เป็นสนามใหม่คับ อยู่ที่ Valencia แต่ถือว่าเจ้าภาพคือกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EU เป็นเจ้าภาพร่วมกัน บรรดาทีมต่าง ๆได้มาทดสอบสนามกันตั้งแต่เดือนมกราคม และให้นิยามสนามนี้ว่าโมนาโกที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

สนามที่ 13 ในเบลเยี่ยม เป็นหนึ่งในสนามที่นักแข่งหวาดกลัวมากที่สุด มีจุดอันตรายหลายจุดที่นักแข่งต้องใช้สมาธิให้ดี

สนามที่ 14 ในอิตาลี…บ้านของทีม Ferrari สนามนี้เป็นสนามลงเนิน ทำให้รถต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับการลงเนิน น่าสนใจที่ว่าในปีนี้มีการห้ามใช้ระบบแทร็กชั่นคอนโทรล คงต้องมีการสไลด์หลุดเส้นทางให้เห็นกันบ้างล่ะ

สนามที่ 15 ในสิงคโปร์ เป็นสนามใหม่อีกเช่นกัน ที่น่าสนใจยิ่งไปอีกคือเป็นการแข่ง F1 ตอนกลางคืนครั้งแรก รูปทรงของสนามน่าสนใจมาก และหวังว่าไฟคงไม่ดับระหว่างการแข่งล่ะ

สนามที่ 16 ที่ญี่ปุ่น ทุกทีมมักเจอปัญหาใหญ่ที่นี่เสมอ…นั่นคือฝน ยิ่งในปีนี้ไม่มี TC ด้วยแล้ว การควบคุมรถคงเป็นเรื่องที่หินมากขึ้นอีก

สนามรองสุดท้ายที่เซี่ยงไฮ้ เป็นสนามที่คนดูแน่นขนัดทุกครั้ง ปีที่แล้ว Lewis Hamilton ทำพลาดในการแข่งครั้งนี้…น่ายินดีที่การพลาดของเขามีสักขีพยานหลายคนเลยล่ะ

และ F1 จะไปปิดฤดูกาลที่บราซิล สนามนี้เป็นสนามที่ยิ่งใหญ่อีกสนามหนึ่ง มีการชนกันเกิดขึ้นหลายครั้ง ที่น่าสนใจก็คือ Felipe Massa มักจะทำได้ดีในการแข่งที่บ้านเกิดของเขา ถ้าเขามีคะแนนในอันดับที่ดีล่ะก็…ยกแชมป์สนามนี้ให้เขาไปเหอะ

อาจจะดูว่าเป็นการแข่งที่ยาวนาน เพราะแข่งกันถึง 18 สนามแน่ะ…แต่ที่จริงกินเวลาแค่ 8 เดือนเท่านั้น เวลาที่เหลือก็เป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนารถของแต่ละทีมกันล่ะ

คราวหน้า…ยังไม่บอกดีกว่าว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับ F1 อีก แต่ใบ้ตัวเลขไว้ให้ล่ะกัน ครั้งนี้เขียนตัวเลข 3214 ไปแล้ว…ครั้งหน้าขอเขียนเกี่ยวกับตัวเลข 19000 ล่ะกันนะ

Older Posts »

หมวดหมู่